เมื่อ หวัด ไม่มียารักษา แล้วทำยังไงถึงจะหาย?

“ไข้หวัด” เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดไม่รุนแรง สามารถหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งไข้หวัดนั้นไม่มีวิธีรักษาโดยตรง ส่วนใหญ่เป็นการบรรเทาหวัดด้วยการรักษาตามอาการเพียงเท่านั้น ไม่ว่าจะตัวร้อนเป็นไข้ มีน้ำมูก คัดจมูก ไอ หรือเจ็บคอ

วันนี้ EZYCARE จึงพามาทำความรู้จักกับยาที่จะช่วยรักษาหวัดตามอาการข้างต้น ว่ามีข้อดี ข้อเสีย หรือมีประสิทธิภาพการบรรเทาอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบกันเลยค่าาา

  • ยาพาราเซตามอล

ยายอดฮิตที่สุดที่ต้องมีในทุก ๆ ครัวเรือน คงหนีไม่พ้น “ยาพาราเซตามอล” ที่นับว่าเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุด หรือที่เรารู้จักกันในนาม ซาร่า (Sara) ไทลินอล (Tylenol) นอกจากนี้อาจจะผสมร่วมกับยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูกซึ่งอยู่ในรูปแบบของยาแก้หวัด เช่น ทิฟฟี่ (Tiffy) ดีคอลเจน (Decolgen) เพราะฉะนั้นคนที่ทานยาข้างต้นควรหลีกเลี่ยงการทานยาพาราฯ ซ้ำซ้อนอีกด้วย

หากผู้ป่วยทานยาพาราฯ แล้วไข้ไม่ลดลง ส่วนใหญ่ก็จะหันไปพึ่งยาแอสไพริน หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แทน ซึ่งช่วยลดอาการปวดศีรษะและปวดเมื่อยตามตัว แต่ก็มีผลข้างเคียง คือ อาจทำให้เลือดออกง่าย ยาประเภทนี้จึงใช้ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แทน

  • ยาลดน้ำมูกและคัดจมูก

ยาที่ช่วยบรรเทาอาการหวัดตัวต่อไป คือ ยาลดน้ำมูกและคัดจมูก ซึ่งสามารถแบ่งตามวิธีการใช้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดกิน กับชนิดใช้เฉพาะที่แบบหยอด หรือพ่นจมูก

ยาลดน้ำมูกและคัดจมูกชนิดกิน สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ๆ คือ กลุ่มที่ 1 ยากระตุ้นการหดตัวของหลอดเลือด ยาซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ซึ่งทำให้เยื่อบุโพรงจมูกยุบลง สามารถลดทั้งอาการน้ำมูกไหลและคัดจมูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยาในกลุ่มนี้ที่คุ้นเคยกัน แต่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า ได้แก่ ฟินิลเอฟรีน (Phenyleprine) ที่ผสมอยู่ในทิฟฟี่ เดย์ และดีคอลเจน พริน หรือจะเป็นยาเดี่ยวที่ทานคู่กับยาพาราฯ ชื่อว่า นาโซแท็ป (Nasotapp)

ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ ยาแก้แพ้ที่มีฤทธิ์ลดน้ำมูกได้ แต่ไม่สามารถบรรเทาอาการคัดจมูกได้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วยาแก้แพ้นั้นจะช่วยลดน้ำมูกในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นภูมิแพ้เท่านั้น อย่างไรก็ดีก็มียาแก้แพ้บางตัวที่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำมูกเนื่องจากหวัดและภูมิแพ้ได้ แต่ก็ทำให้ง่วงนอน เนื่องจากตัวยาไปยับยั้งสารสื่อประสาทในสมอง ขณะเดียวกันก็มียาแก้แพ้ที่ทำให้ไม่ง่วงนอนเช่นกัน แต่จะไม่มีประสิทธิภาพในการลดน้ำมูกเนื่องจากหวัดได้

นอกจากยาลดน้ำมูกและอาการคัดจมูกชนิดกินแล้ว ก็ยังมียาลดน้ำมูกและอาการคัดจมูกชนิดใช้เฉพาะที่แบบหยอด หรือพ่นเข้าไปในจมูกโดยตรง ซึ่งมีฤทธิ์ กลุ่มเดียวกับยาชนิดกินกลุ่มแรก โดยยาแบบหยอดหรือพ่นนี้มีข้อห้าม คือ ห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 5 วัน เนื่องจากจะทำให้มีอาการคัดจมูกมากขึ้นแทน

  • ยาแก้ไอ

 อาการไอเมื่อเป็นหวัดเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เชื้อไวรัสกระตุ้น ติดเชื้อแบคทีเรีย และเสมหะหรือน้ำมูกไหลลงคอ ดังนั้นกลุ่มยาแก้ไอจึงแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ คือ กลุ่มที่ 1 ยาละลายเสมหะ (Mucolytic) ที่หมอนิยมจ่ายให้คนไข้มากที่สุด เนื่องจากเชื่อว่ายาจะช่วยสลายเสมหะที่เหนียวข้นในคอให้เหลวขึ้น และจะทำให้ไอน้อยลง ซึ่งชื่อยากลุ่มนี้ที่หลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินทางโฆษณาต่าง ๆ คือ ไบโซลวอน (Bisolvon)

กลุ่มที่ 2 ยาขับเสมหะ (Expectorant) มีประสิทธิภาพในการทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจหลั่งสารน้ำออกมาชะล้างเสมหะมากขึ้น ฉะนั้น เมื่อทานยาประเภทนี้แล้วจำเป็นต้องดื่มน้ำตามให้มากด้วย อย่างไรก็ดี มีข้อมูลทางการแพทย์ว่ายาประเภทนี้จัดอยู่ในกลุ่มการรักษาที่ได้ผลน้อยหรืออาจจะไม่ได้ผล

กลุ่มสุดท้าย คือ ยากดอาการไอ (Cough Suppressant) ที่มีฤทธิ์หยุดอาการไอได้ดีที่สุด เนื่องจากตัวยาไปออกฤทธิ์โดยตรงที่ศูนย์ควบคุมการไอที่สมอง แต่ขณะเดียวกันยากลุ่มนี้ก็อาจทำให้เสมหะคั่งค้างอยู่ในทางเดินหายใจและเกิดการอุดตันตามมา ยากดอาการไอที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี ก็คือ ยาแก้ไอน้ำดำ ซึ่งมีส่วนผสมของทิงเจอร์ ฝิ่น และการบูร ซึ่งมีข้อแม้ว่าไม่ควรจิบเพราะจะทำให้ได้รับยาเกินขนาด และไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 7 วัน เพราะจะทำให้เสพติดได้

  • ยาแก้เจ็บคอ

หลัก ๆ แล้วยาที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากหวัดนั้นมี ยาพาราฯ ช่วยลดไข้ ยาลดน้ำมูก และยาแก้ไอ แต่ยาเจ็บคอนั้นไม่ได้มียาที่รักษาที่ชัดเจน โดยยาหลัก ๆ ที่สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บคอ ได้แก่ ยาฆ่าเชื้อ ยาอม และยาพ่น

หากมีอาการเจ็บคอเนื่องจากหวัด ยาฆ่าเชื้อไม่สามารถทำให้อาการเจ็บคอดีขึ้นได้เลย เนื่องจากยาฆ่าเชื้อในปัจจุบันมีเฉพาะแบบฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อโรครุนแรงเท่านั้น ไม่ใช่ใช้เฉพาะกับโรคหวัด หรือถ้าเป็นรูปแบบยาแก้อักเสบ ก็จะกลายเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียคนละชนิดกับหวัด

ส่วนยาอมแก้เจ็บคอมีกลไกการออกฤทธิ์ คือ เป็นยาชา หรือแก้ปวดเฉพาะที่ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการเจ็บคอ และกระตุ้นการหลั่งน้ำลายทำให้ชุ่มคอ นอกจากนี้ยาอมแก้เจ็บคอบางชนิดก็ช่วยฆ่าแบคทีเรียได้ แต่แบคทีเรียนั้นก็ไม่ใช่แบคทีเรียที่เป็นเชื้อก่อโรคหวัดโดยตรง และอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยามากขึ้นด้วย

ยาพ่นแก้เจ็บคอนั้นมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ยังไม่ชัดเจน แต่กลไกการออกฤทธิ์มีลักษณะคล้ายกับยาอมแก้เจ็บคอ คือ เป็นยาชา หรือแก้ปวดเฉพาะที่นั่นเอง

ดังนั้นแล้ว การรักษา “หวัด” ด้วยยาจึงสามารถทำได้แค่รักษาตามอาการเท่านั้น คือ มีไข้ตัวร้อนก็ทานยาพาราฯ มีน้ำมูกคัดจมูกก็ทานยาแก้แพ้ ไอก็ทานยาขับเสมหะ  อย่างไรก็ดี โรคหวัดเป็นโรคที่ร่างกายสามารถรักษาตัวเองได้ แต่ถ้ามีอาการรุนแรงใด ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมได้ทันท่วงทีค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูล: https://themomentum.co/drugs-and-cold/