“ไข้หวัด” โรคยอดฮิต ต้อนรับทุกฤดูกาล

ไม่ว่าจะก้าวเข้าสู่ฤดูไหน “ไข้หวัด” ก็มักจะเป็นโรคยอดฮิต ที่ทุกคนต่างก็ต้องเคยเจอกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ วันนี้ EZYCARE เลยจะพาทุกคนไปรู้จักกับ “ไข้หวัด” กันค่ะ ว่าคืออะไร มีสาเหตุมาจากสิ่งไหน และเราจะมีวิธีการอย่างไรในการป้องกันรักษาบ้าง

“ไข้หวัด” คืออะไร?

“หวัด” “ไข้หวัด” หรือ “Common Cold” มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ได้แก่ จมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง โดยไข้หวัดมักจะเกิดจากการติดเชื้อชนิดที่ไม่รุนแรงมากนัก และสามารถหายได้ภายในเวลา 1-2 สัปดาห์

สาเหตุของไข้หวัดเกิดจากอะไรบ้าง?

  1. เกิดจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ต่ำ หรืออาจไม่มีไข้เลย ส่วนใหญ่จะมีอาการน้ำมูก รวมไปถึงมีอาการคัดจมูก แน่นจมูก ไอ จาม เจ็บคอ คอแดง ต่อมทอนซิลบวมแต่ไม่มีตุ่มหนองอักเสบ หรือบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย โดยมากจะมีอาการป่วยอยู่ประมาณ 7-14 วัน แต่ในช่วง 3-5 วันแรก จะมีอาการหนักที่สุด จึงควรดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้
  2. เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนกับไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสทุกประการ แต่จะมีอาการป่วยเรื้อรังนานกว่าประมาณ 5-10 วัน มีไข้ตัวร้อนสูง มีอาการเจ็บคอมาก ซึ่งถ้าหากเป็นแบบหวัดเรื้อรังอาจมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณโพรงจมูกและไซนัส มีอาการคัดแน่นจมูก ความสามารถในการรับกลิ่นแย่ลง ในขณะเดียวกันก็อาจมีการอักเสบของต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอร่วมกับการอักเสบบริเวณต่อมทอนซิลด้วย

เชื้อทั้ง 2 ประเภทนี้ สามารถแพร่กระจายในอากาศ และเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูก ปาก รวมถึงการสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน ซึ่งผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นไข้หวัดได้ง่าย คือ เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ปี  ผู้ป่วยที่มีอาการป่วยเรื้อรัง ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ที่สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่อยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน

จะรักษาหรือบรรเทาไข้หวัดอย่างไรดี?

  1. พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับจะช่วยให้อาการของไข้หวัดดีขึ้นได้ อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหนัก ๆ เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยยิ่งอ่อนเพลียมากกว่าเดิม
  2. ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพราะผู้ป่วยไข้หวัดนั้นมักจะสูญเสียน้ำจากเหงื่อที่เกิดขึ้นจากไข้ และน้ำมูกที่มาก พร้อมกับอาการคัดจมูก การดื่มน้ำให้มากขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสดชื่นได้
  3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีประโยชน์จะช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูจากอาการเจ็บป่วยได้เร็วยิ่งขึ้น
  4. การใช้ยาเพื่อรักษาไข้หวัด ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้อาการป่วยหายได้เร็วขึ้น โดยยาที่มักจะใช้รักษาโรคไข้หวัด ได้แก่ ยาแก้ปวดลดไข้ ยาแก้คัดจมูก ยาลดน้ำมูก และยาแก้ไอ

ป้องกันไข้หวัดอย่างไรได้บ้าง?

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย เนื่องจากเชื้อไวรัสติดต่อผ่านทางการหายใจได้ นอกจากนี้ ควรหมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อย ๆ หากต้องหยิบจับสิ่งของที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น และไม่ควรใช้มือสัมผัสกับปาก จมูก และตาโดยที่ไม่ได้ล้างมือก่อน เพราะอาจทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้
  2. ใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ และปิดปากเวลาที่ไอหรือจาม หมั่นล้างมือบ่อย ๆ หลังจากไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น ไม่เข้าไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนมาก หรือหากเป็นไปได้ควรหยุดพักอยู่บ้านเมื่อเป็นไข้หวัดจนกว่าอาการจะดีขึ้น

ตอนนี้ทุกคนก็คงจะรู้จักกับ “ไข้หวัด” กันมากขึ้นแล้ว และจะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถป้องกันโรคไข้หวัดได้ง่ายๆ ด้วยการดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ และควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ได้รับเชื้อไข้หวัด เพียงเท่านี้เราก็สามารถป้องกันโรคไข้หวัดได้แล้วล่ะค่ะ